ศาลเจ้าเชิงทะเล

ตำนานศาลเจ้าเชิงทะเล

เมื่อปี พ.ศ. 2534 ทางบ้าน ทิน-เล่ คือ หมู่ที่ 1 ตำบลเชิงทะเลปัจจุบัน มีคนจีนจากโพ้นทะเลและฝรั่งชาวอังกฤษ ได้เข้ามาบุกเบิกทำกิจกรรมเกี่ยวกับแร่ดีบุก ชาวจีนทำเหมืองแร่ดีบุกโดยใช้แรงงานเป็นหลัก ลักษณะการทำขอคนจีนสมัยนั้น เรียกตามภาษาพื้นบ้าน คือการทำเหมืองแร่หาบ และการทำเหมืองรู ส่วนการทำเหมืองของฝรั่งนั้นยกรางขึ้นสูง แล้วใช้เครื่องจักร ทำตามขั้นตอนเหมือนเหมืองฉีด

ขั้นแรกใช้นำฉีดดิน ในพื้นที่แหล่งแร่ให้ไหลมารวมกัน ในจุดที่ต้องการแล้ว ใช้เครื่องจักรดูด หิน ดิน ทราย ส่งขึ้นไปทางท่อส่งขึ้นไปไว้ในรางแร่ เพื่อทำการแยกหิน ดิน ทราย ให้ออกไปให้เหลือแต่แร่ดีบุก ตามที่ต้องการจากการทำเหมืองรางของฝรั่ง ทำให้ส่วนของที่ตั้งเหมืองราง เป็นลักษณะที่โดดเด่น เรียกตามกันมาในขณะนั้นว่า “ทิน-เล่” เป็นคำภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลว่า รางแร่ (Tin-Rail) ทิน-เล่ สมัยนั้นนับเป็นแหล่งแร่ดีบุก ที่ใหญ่แห่งหนึ่งในเกาะภูเก็ต ทำให้ชาวจีนได้เข้ามาแสวงโชค หางานทำกันมากมายหลายพันคน ซึ่งจัดเป็นชุมชนใหญ่ชุมชนหนึ่ง และส่วนใหญ่จะเป็นคนจีน จากการที่คนจีนเข้ามาอาศัยอยู่มาก ทำให้คนจีนส่วนหนึ่งที่เคยเชื่อ และเคารพบูชาองค์พระจีน ได้หารือกันที่จะนำเซียน หรือองค์พระจีนมากราบไหว้บูชา เพื่อเป็นศิริมงคล และเพื่อให้ช่วยคุ้มครอง ปกป้องภัยต่างๆ จากความศรัทธา และเชื่อถือ คนจีนกลุ่มนั้นได้ให้ แป๊ะจู้ป่ายตั๊ก เป็นผู้อัญเชิญองค์พระจีนมาไว้ที่ ทิน-เล่

ในปี 2444 แป๊ะจู้ป่ายตั๊ก ซึ่งมีอาชีพเป็นช่างตัดผมในหมู่บ้าน ทิน-เล่ เดินทางไปเมืองจีน เพื่อเยี่ยมบ้านเกิด ตอนกลับได้นำพระจีนมาด้วย 3 องค์ เป็นรูปแกะสลักด้วยไม้สูง 7 นิ้ว ก่อนเดินทางกลับจากเมืองจีน ได้ทำพิธีอัญเชิญกลับเมืองไทยมาด้วย

เมื่อนำรูปพระมาถึง ทิน-เล่ ก็ไปหารือแป๊ะจู้เจ่วตี่ ซึ่งเป็นพ่อของแป๊ะปุ๋ยตี๋ ทางแป๊ะจู้เจ่วตี๋ได้มอบที่ดินให้ส่วนหนึ่ง กว้างประมาณ 5 เมตร ยาวประมาณ 7 เมตร เหตุที่แป๊ะจู้ป้ายตั๊กได้ไปพบแป๊ะจู้เจ่วตี๋ เพราะว่าเป็นแซ่เดียวกัน และอีกอย่างในจำนวนพระ 3 องค์ที่นำมาจากเมืองจีนนั้น ก็มีพระองค์หนึ่ง แซ่จู้อยู่ด้วย

อาคารที่สร้างครั้งแรกเป็นเสาไม้ กั้นและมุงหลังคาด้วยสังกะสี ด้านหน้าติดถนนย่านสัญจรคนผ่านไปมา โดยใช้ชื่อสำนักว่า “กิ่มหุ้ยเตี่ยน” มีองค์พระที่เชิญมาจากเมืองจีนเป็นประธาน โดยเรียกรวมๆว่า “ส่ามอ๋องหู้” ซึ่งแปลว่าเจ้าหรือศักดิ์สิทธิ์ 3 องค์ องค์พระทั้งสามองค์ ได้มีชื่อ และเรียงลำดับไว้ดังนี้

  • องค์ใหญ่ แซ่จู้ เรียกว่า จู้หู้
  • องค์ที่สอง แซ่เฮง เรียกว่า เฮงหู้
  • องค์ที่สาม แซ่หลุย เรียกว่า หลุยหู้

ตามตำนานแล้วพระสามอ๋องหู้ ยังมีพี่น้องร่วมสาบานอีก 360 องค์ ที่ได้เข้ามาร่วมดูแลสำนัก “กิ่ม หุ้ย เตี่ยน” แห่งนี้ ตามความความเชื่อที่เล่ากันมา
ศาลเจ้า กิ้ม หุ้ย เตี่ยน หรือ ศาลเจ้าสามอ๋องหู้ ได้มีการทรงเจ้า เหมือนกับศาลเจ้า อื่นๆ ทั่วๆ ไป และมีคณะกรรมการบริหาร โดยแยกส่วนไว้ดังนี้ ส่วนของกรรมการดูเลในช่วงนั้น

  1. แป๊ะกิ้น แซ่หลิม หรือ หมื่นภารกิจ ผู้ใหญ่บ้าน
  2. แป๊ะฮก แซ่ติ่ว
  3. แป๊ะกิ่มฉ้วน แซ่หลิม
  4. แป๊ะโก้ยสือ แซ่โก้ย
  5. แป๊ะเคชุ่ย แซ่ฉั่ว

ส่วนฝ่ายม้าทรงหรือร่างทรง นั้นประกอบด้วยคนเชิญหรือฮวดกั๋ว 2 คน คือ

  • คนที่ 1 แป๊ะจู้ป่ายตั๊ก เป็นฮวดกั๋ว อาชีพเป็นช่างตัดผม
  • คนที่ 2 แป๊ะจู้ฮ้าเฉี่ยว เป็นผู้ช่วยฮวดกั๋ว

ส่วนม้าทรง หรือ ร่างทรง นั้นประกอบด้วย 3 คน คือ

  • คนที่ 1 แป๊ะอ๋องห้าหยก หรือ อ๋องหยก (บิดาแท้ๆ ของท่าน กำนันไพบูลย์ วงศ์เสรี) ทรงพระจู้หู้
  • คนที่ 2 แป๊ะฉั่วต้อโผย ทรงพระอ๋องหู้
  • คนที่ 3 เป็นคนงานเหมืองฉิ่มฉ่าน ทรงพระตันหู้

รูปพระที่เชิญมาไว้ที่ศาลเจ้า กับเจ้าที่เข้าประทับร่างทรงนั้น อาจไม่ตรงกับองค์พระที่มีอยู่ เพราะพระที่มาประทับร่างทรง เป็นพระเฮงหู้ กับพระตันหู้ ซึ่งเป็นในจำนวน 360 องค์ ตามตำนานที่เชื่อถือกันมา และร่างทรงนั้น พระองค์ไหน จะมาประทับร่างก็ได้ อยู่ที่คนเชิญ หรือ ฮวดกั๋วด้วยเป็นหลัก

รูปพระไม้แกะสลักทั้ง 3 องค์นั้นปัจจุบันมี 2 องค์ ได้ตั้งอยู่ที่ศาลเจ้าส่ามอ๋องหู้เชิงทะเล (แต่สภาพได้บูรณะทำสีใหม่ไปแล้ว) ส่วนอีกองค์หนึ่งคือพระจู้หู้ ซึ่งปัจจุบันได้อยู่ที่บ้าน นายชาญ เสริมกิจศรี สาเหตุที่รูปพระดังกล่าวได้ไปไว้ที่บ้านนายชาญนั้น ด้วยความประสงค์ของพระจู้หู้เอง ที่ต้องการให้นำรูปดังกล่าวไปไว้ที่นั่น

นับตั้งแต่มีพระส่ามอ๋องหู้มาประทับ ณ ทิน-เล่ ตามคำเชิญ ทำให้คนจีนได้รวมกลุ่มกัน เหนียวแน่นขึ้น ศาลเจ้านับวัน จะมีผู้มีจิตศรัทธามากราบไหว้มากขึ้น จากความเชื่อนั้น ส่วนหนึ่งมาเพื่อกราบไหว้ขอพร ให้เกิดสิริมงคลแก่ตัวเอง ยังมีส่วนหนึ่งที่ได้มาขอให ้องค์พระช่วยรักษาโรคภัย ไข้เจ็บต่างๆ และการรักษานั้นบางครั้ง ต้องมีการจัดตัวยาต่างๆ โดยการให้สลากยาไป และให้ซื้อยาได้ที่ ร้านขายยาของคนจีนที่มีอยู่ในเมือง ส่วนมากยาที่จัดให้ตามสลากยานั้น จะเป็นสมุนไพรเสียส่วนใหญ่

ด้วยความศรัทธา จากคนมาศาลเจ้ามากขึ้น ทำให้มีการบูรณะศาลเจ้าขึ้นครั้งแรก หลังจากสร้างมา 17 ปีแล้ว การเริ่มบูรณะศาลเจ้าช่วงนั้นปี พ.ศ. 2461 ได้ขอความร่วมมือจากคนทำเหมืองแร่ ทำให้การบูรณะครั้งนั้นมีการทำป้ายชื่อใหม่ ทำคำขวัญ คำสรรเสริญ และจากการกระทำที่รอบคอบ ทำให้ทราบถึงที่มาของป้ายต่างๆ ได้เป็นอย่างดีดังมีรายละเอียดดังนี้

ป้ายไม้แกะร่องลึก เป็นป้ายของสำนัก “กิ้ม หุ้ย เตี่ยม”  ผู้ที่บริจาคหรือสร้างถวายคือ

  1. นายต้น เจี้ยวฉ้วน
  2. นายกั่วจุ้ยมุ๋ย

ตามหลักฐานสร้างขึ้นเมื่อ 1 ค่ำเดือน 3 ปีมะเมีย ค.ศ.1918 การบูรณะครั้งนี้ ยังมีป้ายสรรเสริญอีกป้ายคือป้าย “อุ่ย เหล็ง เหียน เหี่ยน” แสดงถึงอภินิหารต่างๆ ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อถือ พร้อมกับมีป้ายแขวนอีกทั้ง 2 ข้างของประตู ได้ป้ายสรรเสริญบอกถึงคำพูด ลม เมฆ ได้บันทึกไว้ในป้ายถึงผู้สร้างถวาย

ป้ายที่ 1 มี 2 คน 1.นายป้อเที่ยนเฮง 2.นายลุ้นไช้
ป้ายที่ 2 มี 2 คน 1.นายโฮ่ยเหล็งเพี้ยว 2.นายเต่งโป้เตี้ยน
ป้ายแขวนทั้งสองสร้างเมื่อปีมะเมียเช่นกัน

ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณ 4 ปี คนทรงหรือร่างทรงคนสุดท้าย ได้เสียชีวิตไป องค์พระต่างๆ ไม่มีร่างทรงใหม่ ปล่อยให้ศาลเจ้าว่างร่างทรง ไปอยู่ช่วงหนึ่ง

หลังสงครามโลกประมาณ 10 ปี ได้มีการบูรณะศาลเจ้า “กิ่ม หุ้ย เตี่ยน” อย่างจริงจังกันอีกครั้งหนึ่ง โดยการรวบรวมของท่านกำนันไพบูลย์ วงศ์เสรี หรือท่านมีชื่อจีนว่า “นายอ๋องเทียนสือ” ท่านได้ตั้งกรรมการ ขึ้นมาชุดหนึ่ง และพร้อมกันนี้ท่านได้ใช้เงินส่วนตัว ซื้อที่ดินติดกับศาลเจ้าห้องหนึ่ง กว้างประมาณ 5 เมตร ยาวประมาณ 20 เมตร ได้มอบให้ศาลเจ้า เพื่อจะขยายให้ศาลเจ้า กว้างใหญ่ขึ้นกว่าเดิม และด้วยความร่วมมือที่ดี ของนายแสงชัย ศักดิ์ศรีทวี หรือนายหลิมฮกส่อง ได้ซื้อที่ดินอีกส่วนหนึ่ง บริจาคให้อีกพร้อมทั้ง รวมกับที่แป๊ะปุ่ยตี๋ให้ไว้ด้วย ที่ดินของศาลเจ้าปัจจุบันนั้นกว้าง 10.7 เมตร ยาว 30 เมตร จากที่อาคารมุงสังกะสี พัฒนามาเป็นอาคารก่ออิฐ ฉาบปูน มุงหลังคากระเบื้องในปัจจุบัน

คณะดูแลงานศาลเจ้ายุคท่านกำนันไพบูลย์ วงศ์เสรี มีคนเข้ามาช่วยเหลือทำงานหลายคนอาทิ เช่น

  1. นายอ๋องเทียนสือ (กำนันไพบูลย์ วงศ์เสรี)
  2. นายหลิมต่องซู่
  3. นายจู้ฮ้าเฉี่ยว
  4. นายหลิมฮกส้อง
  5. นายหลิมยกก้าว
  6. นายหลิมกิ่มสุ่น
  7. นายหลิมสุ่นเส้ง
  8. นายแต่อิ่วจ๋าย
  9. นายติ่วก่าเส็ง
  10. นายตันอยู่อุ่น
  11. นายอึ๋งเต็กหว่อง
  12. นายเอี๋ยวอยู่สอง
  13. นายหลิมเซ่งอี่
  14. นายหลิมบุ่นจุ้ย

คนเชิญพระหรือฮวดกั๋ว 2 คน คือ

  1. คนที่ 1 แป๊ะจู้ฮ้าเฉี่ยว เป็น ฮวดกั๋ว
  2. คนที่ 2 นายอึ๋งเต็กหว่อง เป็น ผู้ช่วยฮวดกั๋ว

ม้าทรงหรือร่างทรง 3 คน คือ

  • คนที่ 1 นายขาว ราชัย ทรงพระจู้หู้
  • คนที่ 2 นายนิด สามกอง ทรงพระเฮงหู้
  • คนที่ 3 นายหลิม รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ทรงพระหลุยหู้

ช่วงต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ.2525 นายแสงชัย ศักดิ์ศรีทวี ได้ดำริกับกรรมการของศาลเจ้า และชาวบ้านส่วนหนึ่งว่า สำนัก “กิ่ม หุ้ย เตี่ยน” หรือศาลเจ้าส่ามอ๋องหู้ บ้านเรา ขณะนี้คนก็ศรัทธามาก ทั้งใกล้ และไกล ปัญหาคือช่วงเทศกาลถือศีลกินผัก (เจี้ยะฉ่าย) ทุกๆ ปีจะลำบากเรื่องร่วมพิธีกรรม หรือการไปร่วมต้อนรับ และส่งท่านกิ๋วอ๋องไต่เต่ ซึ่งเป็นประธาน ของการเจี้ยฉ่าย (กินผัก) การเดินทางเข้าเมือง ทำให้บางคนไม่สามารถจะไปได้ ส่วนองค์พระ ของศาลเจ้าเชิงทะเล เริ่มถือศีลกินผัก (เจี้ยฉ่าย) 5 วัน ปีแรก พ.ศ.2526 โดยนายประดิษฐ์ โสภานนท์ เป็นประธาน จากการทดลองกินผัก 5 วัน ผ่านไปด้วยดี ไม่มีปัญหาจึงได้ลงมติกันว่า ปีต่อไปจะต้องดำเนินขั้นตอนที่ 2 กินผัก 7 วัน และต่อมาปี พ.ศ.2527 ได้มีการกินผักตามขั้นตอนที่ 2 กินผักหรือ (เจี้ยะฉ่าย) 7 วัน และการถือศีลกินผักในปี พ.ศ.2527 ก็ดำเนินการ ไปด้วยความราบรื่นไม่มีปัญหา รุ่งขึ้นปี 2528 ทางศาลเจ้าได้แจ้ง ให้ชาวบ้านทราบว่าปีนี้ จะมีการกินผักครบ 9 วัน และพิธีการทุกอย่างจะเต็มรูปแบบ ปีนั้นชาวบ้านทั้งใกล้ไกล ได้เข้าร่วมพิธีกันมาก เพราะว่าสะดวก ดีกว่าที่จะต้องเดินทาง ไปร่วมกับศาลเจ้าในเมือง จากความศรัทธา และเชื่อต่อการร่วมกัน ก่อบุญถือศีลกินผัก (เจี้ยะฉ่าย) 9 วัน ทำให้รายนามผู้ร่วมถือศีลกินผัก ของศาลเจ้าเชิงทะเล เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และจากปี พ.ศ.2526 จนถึงปี พ.ศ.2543 ขณะนี้รวมแล้วได้ 17 ปี ที่ได้ดำเนินการ ตามประเพณี ถือศีลกินผัก (เจี้ยะฉ่าย) มา

นับจากการเริ่มก่อบุญ ของชาวบ้านเชิงทะเลหรือคน “ทิน-เล่” กับ สำนักกิ้มหุ้ยเตี่ยน หรือศาลเจ้าส่ามอ๋องหู้ เชิงทะเลมาเป็นเวลา 100 กว่าปีแล้ว หลายชั่วอายุคน จนปัจจุบันนี้ ถ้าไม่คิดเข้าข้างตัวเองเกินไปนัก คนบ้าน “ทิน-เล่” มีความเป็นอยู่อย่างสงบ และสุขสบาย ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ การทำมาหากินของชาวบ้าน “ทิน-เล่” นั้น เอื้อต่อการทำมาหากิน จากดำรงชีพด้วยการทำ เหมืองแร่ดีบุก มาจนถึงปัจจุบัน ทำมาหากิน กับการท่องเที่ยว นับว่าเป็นเรื่องโชคดีไม่น้อย จากความมีของดีๆ ดังกล่าวทำให้เชิงทะเลหรือ “ทิน-เล่” เป็นหมู่บ้านที่น่าอยู่จนเท่าทุกวันนี้

ความรู้สึกของผู้เขียนบันทึก และผู้หาข้อมูล

ทั้งที่รู้ว่ายากต่อการหลีกเลี่ยง จากเสียงตำหนิได้ การเขียนและเรียงลำดับจากคำบอกเล่านั้น จะให้ถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์นั้นไม่ได้ ชื่อเสียงเรียงนามอาจผิดไปบ้าง การบอกเล่านั้นเสมือนหนึ่งตำนาน ความชัดเจนไม่สามารถยืนยันได้ทั้งหมด ฉะนั้นข้อมูลในใดที่ตกหล่น หรือผิดพลาดโปรดได้อภัยให้กับผมและคณะทำงานด้วย ขอได้โปรดแจ้งข้อมูลที่เห็นว่าถูกต้องให้ด้วย เพื่อจะพิมพ์แก้ไขกันต่อไปในครั้งที่ 2 ฉบับแก้ไขขอบคุณครับ

หมายเหตุ เนื้อหาทั้งหมดคัดลอกมาจากประวัติของอ๊ามที่ติดอยู่บนบอร์ดหน้าอ๊าม

ศาลเจ้าเชิงทะเล ตั้งอยู่ที่ หมู่ 1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต (ตรงข้ามตลาดสดหมู่บ้านเชิงทะเล)


View ที่กินที่เที่ยว จังหวัดภูเก็ต in a larger map

Related Post

ร่วมแสดงความคิดเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.