ผู้ปกครองชาวไทย VS ต่างชาติ มีวิธีเลือกของใช้ท่องเที่ยวสำหรับเด็กแตกต่างกันยังไง?

ผู้ปกครองชาวไทย VS ต่างชาติ มีวิธีเลือกของใช้ท่องเที่ยวสำหรับเด็กแตกต่างกันยังไง?

เพราะสถานการณ์โควิดในไทยดีขึ้นเรื่อย ๆ มีผู้ป่วยติดเชื้อในประเทศน้อยลงจนรัฐบาลเริ่มออกมารณรงค์โครงการเที่ยวปันสุขเพื่อคลายความเครียด ประกอบกับมีวันหยุดนักขัตฤกษ์บ่อยครั้ง เริ่มตั้งแต่รัฐบาลประกาศให้ชดเชยวันสงกรานต์เมื่อสิ้นเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ตามมาด้วยวันเฉลิมพระชนพรรษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และล่าสุดคือวันแม่แห่งชาติ เรียกได้ว่าการท่องเที่ยวในไทยกำลังเข้าสู่สภาวะฟื้นฟู อันรวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้สำหรับการท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่เริ่มทยอยกลับมาขายดีขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย สำหรับบุคคลทั่วไปการเลือกของใช้เหล่านี้ดูจะเป็นเรื่องง่ายไม่ต้องพิถีพิถันอะไรมาก แต่มันกลับเป็นเรื่องยากสำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ๆ เป็นสมาชิกและกำลังเลือกซื้อของใช้เพื่อการท่องเที่ยวสำหรับเด็กอยู่

ด้วยเหตุนี้ iPrice และ Motherhood จึงจับมือกันออกแบบสำรวจเรื่อง ‘พฤติกรรมการเลือกซื้อของใช้ที่จำเป็นเพื่อการท่องเที่ยวสำหรับเด็ก’ ขึ้น โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นคุณพ่อ-คุณแม่ หรือผู้ปกครองชาวไทย 50 คน และชาวต่างชาติ 50 คน เพื่อให้ผู้ที่กำลังหาข้อมูลด้านนี้สามารถเลือกเปรียบเทียบพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของทั้งสองกลุ่มตัวอย่างได้ จากผลสำรวจทำให้พบไฮไลท์ที่สำคัญ ดังนี้

ผู้ปกครองทั้งชาวไทย และต่างชาตินิยมเลือกซื้อสินค้าทางออนไลน์ โดยหาข้อมูลทางโลกโซเชียลมากที่สุด

แบบสำรวจพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าสำหรับเด็ก เพื่อการท่องเที่ยว ช่วงโควิด

ไม่ว่าจะเป็นเพราะการปิดเทอมยาวนาน มาตรการเคอร์ฟิว หรือการยกเลิกประเพณีสงกรานต์ในไทยเมื่อช่วงเดือนเมษายนก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นตัวผลักดันให้บรรดาผู้ปกครองโหยหากิจกรรมคลายความเครียดให้ลูกหลาน และการท่องเที่ยวก็ดูจะเป็นตัวเลือกที่ดี ทำให้ผู้ปกครองชาวไทย 88% และชาวต่างชาติ 72% เริ่มออกไปท่องเที่ยว หรือกำลังวางแผนท่องเที่ยวในเร็ววัน จะมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่มีแผนการท่องเที่ยวในช่วงโควิด แบ่งเป็นชาวไทย 12% และ 28% สำหรับชาวต่างชาติ

มากไปกว่านั้น จากผลสำรวจยังพบอีกว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะเลือกซื้อสินค้าเพื่อการท่องเที่ยวสำหรับเด็กทางออนไลน์กว่า 70% ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และเกือบ 50% ที่มีแหล่งประกอบการตัดสินใจซื้อเป็นการรีวิว หรือการโฆษณาผ่านโลกโซเชียล ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ iPrice ช่วงล็อกดาวน์ (Lockdown) ที่ว่า Facebook Ads คือเทรนด์การตลาดออนไลน์มาแรงในยุคโควิด ตามมาด้วยการค้นหาข้อมูลผ่าน Google ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสองกว่า 25% ทั้งจากผู้ปกครองชาวไทยและต่างชาติ

ผู้ปกครองชาวไทยเน้นซื้อผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจาก ‘ชื่อแบรนด์’ มากกว่า

แบบสำรวจ เจลล้างมือ สำหรับเด็ก

แบบสำรวจทิชชู่เปียก สำหรับเด็ก

ดูเหมือนเจลล้างมือ และทิชชู่เปียกจะกลายเป็นไอเท็มสู้โควิดที่สำคัญไปซะแล้วไม่ว่าจะทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ แต่การเลือกซื้อให้เด็กดูเหมือนจะต้องคำนึงถึงหลาย ๆ ปัจจัยมากกว่า เพราะผิวของเด็กบอบบางและแพ้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ เริ่มจากเจลล้างมือที่นอกจากจะต้องเลือกเพื่อให้สามารถฆ่าเชื้อโควิดได้มากที่สุดแล้ว หากใช้ในเด็กผู้ปกครองยังคงต้องกังวลถึงส่วนผสมอื่น ๆ ร่วมด้วย หรือส่วนใหญ่จะเน้นไปทางแบรนด์ที่ผลิตสินค้าสำหรับเด็กโดยเฉพาะ แต่ดูเหมือนความคิดเห็นของผู้ปกครองชาวต่างชาติ และชาวไทยจะต่างกัน เพราะชาวต่างชาติเน้นเลือกจากส่วนผสมมากกว่าถึง 48% ตามมาด้วยการเลือกจากแบรนด์ 38% และอีก 14% เลือกจากขนาด, การดีไซน์, สี และกลิ่น ต่างจากชาวไทยที่เน้นเลือกจากแบรนด์สำหรับเด็กมากกว่าที่ 46% ตามมาด้วย 38% เลือกจากส่วนผสม และอีก 16% ถึงจะเป็นการดีไซน์ และรูปลักษณ์

สอดคล้องกับการเลือกซื้อทิชชู่เปียกที่ผู้ปกครองชาวไทยก็เน้นเลือกจากแบรนด์ด้วยเช่นกันสูงถึง 70% แล้วจึงตามมาด้วยการเลือกจากราคา 18% และเลือกจากระดับแอลกอฮอล์สูง ๆ อีก 12% ต่างจากชาวต่างชาติที่เลือกซื้อจากระดับแอลกอฮอล์สูง ๆ ก่อนถึง 46% แล้วจึงตามมาด้วยเลือกจากแบรนด์ 38% และจากราคา 16%

จะเห็นได้ชัดว่าผู้ปกครองชาวไทยมักเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสำหรับเด็กจากแบรนด์ที่ผลิตมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะ เพราะชาวไทยเชื่อมั่นในการทดสอบอาการแพ้ของแบรนด์ดั้งเดิมมากกว่าทำให้สินค้าชนิดนี้มักถูกเลือกซื้อเป็นเซ็ต หรือซื้อจากแบรนด์เดียวกันเพื่อการฆ่าเชื้อแบบอ่อนโยนที่สมบูรณ์แบบ

‘ส่วนผสมและแบรนด์สำหรับเด็ก’ คือตัวเลือกที่ผู้ปกครองชาวไทยเน้นหนักที่สุด

แบบสำรวจสเปรย์กันยุง สำหรับเด็ก

แบบสำรวจครีมกันแดด สำหรับเด็ก

สเปรย์กันยุง และครีมกันแดด ถือเป็นไอเท็มเสริมเพื่อการท่องเที่ยวที่ขาดไม่ได้ แล้วผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต่างก็อัดแน่นไปด้วยสารเคมีอันตรายที่ต้องเลือกซื้ออย่างระมัดระวังและต้องปฏิบัติตามคู่มือการใช้งานอย่างเคร่งครัด ทำให้การเลือกซื้อจากสินค้าที่ผลิตมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะ และส่วนผสม เป็นปัจจัยที่ผู้ปกครองทั้งชาวไทย และต่างชาติคำนึงถึงมากที่สุด

เริ่มจากผู้ปกครองชาวไทยที่เน้นเลือกซื้อสเปรย์กันยุงจากสินค้าที่ผลิตมาเพื่อเด็กเท่านั้นสูงถึง 82% นอกนั้นจะเน้นเลือกส่วนผสมจากสมุนไพร 18% มากไปกว่านั้นจากผลสำรวจยังพบว่า ไม่มีผู้ปกครองเลือกซื้อสเปรย์กันยุงจากความป้องกันที่ยาวนานเลย ต่างจากผู้ปกครองชาวต่างชาติที่แม้จะเลือกซื้อจากสินค้าที่ผลิตมาเพื่อเด็กเท่านั้นมากที่สุดเหมือนกันที่ 46% แต่ก็มีผู้ปกครองที่เน้นส่วนผสมจากสมุนไพรสูงไล่เลี่ยกันที่ 42% และยังมีผู้ปกครองที่เลือกซื้อโดยเน้นจากระยะเวลาป้องกันที่ยาวนานเป็นส่วนน้อยที่ 12% โดยอาจกล่าวได้ว่า ทั้งผู้ปกครองทั้งชาวไทยและต่างชาติต่างก็นิยมเลือกซื้อสเปรย์กันยุงสำหรับเด็กจากสินค้าผลิตมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะ หรือเลือกซื้อจากส่วนผสมธรรมชาติที่มีความเชื่อว่าไม่เป็นอันตรายสำหรับเด็ก เป็นต้น

ต่อมาคือการเลือกซื้อครีมกันแดดสำหรับเด็กทั้งผู้ปกครองชาวไทย และต่างชาติ ซึ่งต่างก็มีเคล็ดลับการเลือกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เริ่มจากชาวต่างชาติที่เน้นเลือกจากค่า SPF สูง ๆ ถึง 46% ในขณะที่ชาวไทยเน้นความสามารถด้านนี้น้อยที่สุดเพียง 14% ด้วยเชื่อว่า ค่า SPF สูงก็มักตามมาด้วยสารเคมีสูงเช่นกัน ทำให้หลายปีที่ผ่านองค์การอาหารและยา (อย.) ได้กำหนดให้ครีมกันแดดที่วางจำหน่ายในไทยห้ามมีค่า SPF สูงเกิน 50 ตามมาด้วยการเลือกซื้อจากส่วนผสมที่ดูเหมือนทั้งผู้ปกครองชาวไทย และต่างชาติจะเน้นเป็นอันดับที่สอง เพราะจากผลสำรวจชาวไทยนิยมเลือกจากส่วนผสมสูงถึง 36% ซึ่งชาวต่างชาติก็เลือกสูงถึง 38% ใกล้เคียงกัน และตามมาด้วยการเลือกจากแบรนด์ที่ชาวไทยก็ถือเป็นตัวเลือกหลัก เพราะกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามมีผู้เลือกสูงถึง 50% ในขณะที่ชาวต่างชาติเลือกเพียง 16% เท่านั้น

‘ราคา และอายุการใช้งาน’ ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการเลือกซื้อคาร์ซีท และรถเข็นเด็ก

ผลสำรวจคาร์ซีท สำหรับเด็ก

ผลสำรวจรถเข็นสำหรับเด็ก

คาร์ซีท และรถเข็นสำหรับเด็ก เป็นเหมือนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพื่อการท่องเที่ยวกับเด็กเล็ก ๆ ที่ทุกครัวเรือนไม่อาจมองข้ามได้ และเพราะสินค้าทั้งสองประเภทนี้มีราคาแพง การเลือกซื้อจึงต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษเพื่อให้คุ้มค่าและสามารถใช้งานได้นานที่สุด จากผลสำรวจพบว่า ผู้ปกครองทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่างมีเคล็ดลับการเลือกซื้อที่คล้ายคลึงกัน เริ่มจากคาร์ซีทที่ทั้งชาวไทย และต่างชาติเลือกจากความเหมาะสมกับช่วงอายุมากที่สุดสูงถึง ชาวต่างชาติ 56% และชาวไทย 68% ถัดมาคือมีจำนวนผู้เลือกจากอายุการใช้งานเท่ากันที่ 20% ปิดท้ายด้วย การเลือกจากน้ำหนักตัวที่ชาวต่างชาติเน้นเป็นอันดับสองที่ 24% (รองจากการเลือกจากช่วงอายุ) และชาวไทย 12%

ต่อมาคือการเลือกซื้อรถเข็นสำหรับเด็ก ซึ่งผู้ปกครองทั้งชาวต่างชาติ และชาวไทย มีเปอร์เซ็นต์เคล็ดลับการเลือกเท่าเทียมกัน เริ่มจากการเลือกจากวัสดุที่เบา ทนทาน แบ่งเป็นชาวไทย 70% และ ชาวต่างชาติ 84% ตามมาด้วยการเลือกจากฟังก์ชั่นเสริม ซึ่งชาวไทยเลือก 16% และชาวต่างชาติ 10% สุดท้ายคือการเลือกจากราคา มีเพียง 14% ที่ชาวไทยเลือกตอบ และเพียง 6% สำหรับชาวต่างชาติ

จากผลสำรวจชี้ว่า แม้รถเข็นเด็กจะเป็นสินค้าที่มีราคาสูง แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ทั้งชาวไทย และต่างชาติ ต่างก็เน้นเรื่องความเหมาะสมต่อสุขภาพและความปลอดภัยของเด็กรวมไปถึงความสะดวดต่อการพกพาเป็นหลัก มากกว่าราคา และระยะเวลาใช้งาน

ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ยิ่งซึมซับได้นานเท่าไหร่ ยิ่งตอบโจทย์เท่านั้น

ผลสำรวจผ้าอ้อมสำเร็จรูป

เพราะเหตุผลของการใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป คือเพื่อความสะดวกและประหยัดเวลา ทำให้ทั้งผู้ปกครองชาวไทย และต่างชาติต่างก็เลือกซื้อจากระดับการซึมซับที่ยาวนานที่สุด จากผลสำรวจพบว่า ชาวไทยเลือกสูงถึง 56% และชาวต่างชาติ 60% รองลงมาคือการเลือกซื้อจากแบรนด์ ชาวไทย 38% และชาวต่างชาติ 26% สุดท้ายคือการเลือกจากวัสดุที่ย่อยสลายง่าย ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ผู้ปกครองทั้งชาวไทยและต่างชาติให้ความสำคัญน้อยที่สุด โดยมีผู้เลือกเพียง ชาวต่างชาติ 14% และชาวไทย 6%

อย่างไรก็ตาม บนฉลากของผ้าอ้อมสำเร็จรูปมักจะระบุระยะเวลาใช้งาน และข้อแนะนำว่าควรเปลี่ยนทุกกี่ชั่วโมงเพื่อสุขอนามัยที่ดีของเด็ก ดังนั้นแม้เหตุผลของการใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปคือความสะดวก แต่ก็ไม่ควรให้เด็กใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเดิมนานเกินไป เพราะหากเด็กติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือเป็นผื่นผ้าอ้อม ไม่แน่ว่าค่าใช้จ่ายและเวลาในการรักษาอาจมากกว่าราคาของผ้าอ้อมสำเร็จรูปก็เป็นได้

การศึกษาข้อมูล

iPrice ได้รับการสนับสนุนข้อมูลจากผลการสำรวจเรื่อง ‘การเลือกซื้อสินค้าสำหรับเด็กเพื่อการท่องเที่ยวในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19’ จากบริษัท Motherhood ประเทศไทย โดยแบบสำรวจนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ สำหรับชาวไทย โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 50 คน และอีก 50 คน สำหรับชาวต่างชาติ รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 100 คน

เขียน และวิเคราะห์โดย ขนิษฐา สาสะกุล iPrice

Related Post

ระบบชาร์จแบบ AC คืออะไร เหมาะกับการใช้งานแบบใด ปลอดภัยไหม?

ระบบชาร์จแบบ AC คืออะไร เหมาะกับการใช้งานแบบใด ปลอดภัยไหม?

ระบบชาร์จแบบ AC (Alternating Current) คือระบบชาร์จไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ใช้กระแสสลับ ซึ่งเป็นกระแสไฟฟ้าประเภทเดียวกับที่ใช้ในบ้านเรือน ระบบนี้แตกต่างจากการชาร์จแบบ DC (Direct Current) ที่ใช้กระแสไฟฟ้าตรง

ร่วมแสดงความคิดเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.