‘ศุภวัชช์ ทองทิพย์’ กับหนทางสู่เวทีวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ ระดับสากล



เมื่อนึกถึง  ‘นักวิทยาศาสตร์’ พวกเราก็มักจะนึกถึงตัวละครในภาพยนตร์หรือ หนังสือการ์ตูน ที่ใส่ชุดกาวด์สีขาวยาวลุ่มล่าม สวมแว่นเลนส์หนาเตอะ ผมฟูฟ่อง และขะมักเขม้นกับการประดิษฐ์อุปกรณ์ไฮเทคล้ำยุค เพื่อช่วยปราบเหล่าร้าย พิทักษ์โลกให้สงบสุข … แต่นั่นก็เป็นเพียงการรับรู้ที่แบนราบไร้แก่นสารเท่านั้น

คนธรรมดาอย่างตัวผม ซึ่งไม่ได้มีภูมิความรู้อะไรมากมาย ก็เพิ่งจะได้เข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ และความสำคัญของการมี  ‘นักวิทยาศาสตร์’ ผ่านการนั่งสนทนากับ ศุภวัชช์ ทองทิพย์ หรือ ‘บุ๊ค’ ว่าที่นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์  ผู้ซึ่งก้าวผ่านรั้วมัธยมศึกษา ไปสู่โลกของการศึกษาอันกว้างใหญ่ ในมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับโลก ดีกรีความน่าสนใจเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เพราะเราจะกะเทาะเปลือกผู้ชายคนนี้ ให้ผู้อ่านได้รู้จักตัวตนและเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น

ด้วยการแนะนำจากพี่สาวคนสนิท ว่ามีเพื่อนคนหนึ่งที่เพิ่งจบการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านวิทยาศาสตร์ ทางการแพทย์ ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ กำลังกลับมาพักผ่อนที่จังหวัดภูเก็ตบ้านเกิดของเขา ก่อนจะไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ผมแทบไม่ต้องคิดใคร่ครวญแม้แต่น้อย ก็รีบพลันตอบตกลงว่าจะไปสัมภาษณ์เพื่อนำเอาเรื่องราวของเขามานำเสนอผ่านพื้นที่ตรงนี้ …

เป็นเวลาบ่ายแก่ๆ ณ ร้านหนัง(สือ)2521 จุดนัดพบของเรา ผู้ชายผมสั้น สวมแว่นตา ท่าทางเคร่งขึม มาถึงที่หมายก่อนพวกเรา เมื่อได้พบหน้าก็กล่าวประโยคสนทนาทักทายกันเล็กน้อย พร้อมจัดพื้นที่ให้ลงล็อคและเอนกายลงนั่ง เครื่องอัดเสียงพร้อม กล้องพร้อม การสนทนาก็เริ่มต้นขึ้น!

ศุภวัชช์ ทองทิพย์

ผู้ชายชื่อ บุ๊ค – ศุภวัชช์ ทองทิพย์ คือใคร

“เป็นชาวภูเก็ตครับ จบชั้นประถมศึกษาที่ รร. ภูเก็ตไทยหัว และมัธยมศึกษาที่ รร.ภูเก็ตวิทยาลัย เมื่อเข้าสู่ช่วง ม.6 ก็ลังเลว่าจะเลือกเรียนแพทย์ ตามที่ได้ตระเตรียมไว้ หรือจะเลือกสอบทุนไทยพัฒน์ของ ก.พ. (สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน) เพื่อไปศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ในต่างประเทศ ซึ่งก็ได้ตัดสินใจเลือกอย่างหลัง และผลปรากฏว่าสอบได้เป็นตัวแทนหนึ่งเดียวของภาคใต้ รับทุนเพื่อบินตรงไปประเทศอังกฤษ เป้าหมายถูกวางไว้ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด

โดยที่ในสองปีแรกต้องเริ่มเรียนแบบ Pre-university (Advance-level) ก่อนเพื่อปรับพื้นฐาน โดยได้เลือกเรียนทางด้านชีวเคมีในระดับอณูและเซลล์ เฉพาะเจาะจงในด้านสาขาวิชา เคมี ชีววิทยา และคณิตศาสตร์ ซึ่งในตอนนั้นด้านเนื้อหาในการเรียนไม่ได้เป็นอุปสรรค แต่ประเด็นสำหรับการเรียนในสองปีแรก คือการจูนเครื่องเพื่อให้เข้ากันกับระบบการศึกษาที่โน่น ซึ่งมีความแตกต่างกับที่บ้านเรามากพอสมควร และบทเริ่มต้นอันกินเวลายาวนานพอสมควรก็ผ่านไปแบบไม่มีปัญหา

ต่อมาได้มุ่งตรงสู่การเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยแบบเต็มตัว ซึ่งก็ได้เลือกสอบสัมภาษณ์ที่ มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด โดยความพิเศษของที่นี่ก็คือ จะรับนักศึกษาจากการสัมภาษณ์วัดหลักวิชาความรู้ ประลองกึ๋น และประเมินทักษะในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อคัดเลือกคนที่ใช่จริงๆ สำหรับสถาบัน ซึ่งจะต่างกับสถาบันอื่นๆ ที่คัดเลือกจากผลการศึกษาเท่านั้น และก็สามารถผ่านการคัดเลือกมาได้ จนได้เป็นนักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ชีวเคมีในระดับอณูและเซลล์ ณ มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ อย่างเป็นทางการ”

ศุภวัชช์ ทองทิพย์ชีวิต 4 ปี ในฐานะนักศึกษามหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด

“หลักสูตรที่ประเทศอังกฤษ โดยเฉพาะอ๊อกซ์ฟอร์ด จะมีความพิเศษคือ สามารถจบการศึกษาระดับปริญญาโท จากการเรียน 4 ปี การศึกษา คือ 3 ปี แรกจบปริญญาตรี และปี ที่ 4 จบปริญญาโท ในหนึ่งปี การศึกษาจะมี 3 เทอม เทอมละ 8 สัปดาห์

รูปแบบการศึกษาของที่อังกฤษจะมีลักษณะที่ให้ตัวนักศึกษาเป็นผู้ค้นคว้า เรียนรู้เอง มากกว่าที่จะให้อาจารย์มาสอนและแนะนำเนื้อหาวิชาอย่างละเอียดเหมือนในประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่นรูปแบบการให้เลคเชอร์ ก็จะเป็นเพียงการเกริ่นนำ และแนะนำบทเรียนโดยย่อเท่านั้น ส่วนที่เหลือเราต้องเป็นผู้ไปเติมเต็มด้วยตัวเอง ผ่านการค้นคว้าหาข้อมูล ส่วนอีกรูปแบบก็คือการที่อาจารย์ผู้สอนหนึ่งท่าน จะต้องสอนนักศึกษากลุ่มละ 2-3 คน และมาสนทนากลุ่มกัน โดยอาจารย์จะกำหนดหัวข้อ และให้ตัวเราไปเตรียมตัวมา เปิดประเด็นที่สนใจ พูดคุยแลก เปลี่ยนสิ่งที่ได้ไปศึกษามา เพื่อทดสอบความรู้และไอเดียของเรา รวมถึงวัดทัศนคติที่มีต่อการเรียนด้วย

ซึ่งการเรียนแบบนี้จะต้องอาศัยวินัยในการเรียนอย่างสูง และบางทีก็เหมือนกับการงมเข็มในมหาสมุทร โดยที่ต้องศึกษาหาข้อมูลให้มากที่สุด ทั้งที่ไม่ทราบเลยว่าจะสอบในประเด็นใด ยอมรับตามตรงว่าตัวเองก็แอบหวั่นใจเหมือนกันว่าจะเกิดข้อผิดพลาดหรือไม่ แต่ต่อมาเมื่อจับทางได้ และก็เริ่มรู้สึกสนุกกับมัน ก็ทำให้เข้าใจว่าการเรียนแบบนี้ สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่เพียงวิชาความรู้เท่านั้น แต่ได้ความอดทน ความมีสมาธิ และทักษะในการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะสิ่งนี้คือคุณสมบัติสำคัญในการเรียนในระดับที่สูงต่อไป และแน่นอนว่ารวมไปถึงการไปทำงานในอนาคตด้วย

และตอนนี้กำลังจะเดินทางไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยร็อกกี้เฟลเลอร์ มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ในสาขาวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ เพราะทักษะที่สำคัญจากการศึกษาวิจัย จะได้รับอย่างเต็มที่จากการศึกษาในระดับปริญญาเอก เพราะจะมีการไปปฏิบัติงานจริงในแล็บวิจัย กับบุคลากรมืออาชีพ เพราะหากเรามุ่งหวังที่จะทำงานออฟฟิศ หรือทำงานด้านนโยบาย ปริญญาโทก็คงเพียงพอแล้ว แต่หากจะลงลึกด้านงานวิจัย การต่อปริญญาเอกนับว่ามีความจำเป็นมาก”

ทำไมถึงสนใจ สาขาวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์

“เชื่อว่าวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์มีความสำคัญมาก ทั้งในทัศนคติส่วนตัวและรวมถึงในความเป็นจริงด้วย แม้วิทยาศาสตร์ด้านนี้จะไม่ได้เน้นด้านการผลิตโปรดักส์ เหมือนวิทยาศาสตร์แขนงอื่นๆ แต่จะเห็นได้ว่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว เค้าจะทุ่มงบประมาณเพื่อการค้นคว้าวิจัย และพัฒนาด้านการแพทย์ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เร่งด่วน มีผลกระทบต่อมนุษย์โดยตรง สำหรับส่วนตัวได้เฉพาะเจาะจงไปในการศึกษาด้าน ‘โรคมะเร็ง’ ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงที่คร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมาก และในปัจจุบันก็ยังเป็นโรคที่นักวิทยาศาสตร์ค้นคว้ากันอย่างกว้างขวาง

เหตุที่สนใจเพราะว่ามะเร็งเป็นโรคที่มีความซับซ้อนสูงมาก สำหรับนักวิทยาศาสตร์ ความซับซ้อนคือความสวยงาม สิ่งที่จะศึกษาก็คือการลงลึกไปในเซลล์มะเร็ง หาต้นเหตุของการเกิดโรค ซึ่ง ณ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากได้ศึกษาค้นพบสิ่งใหม่ๆ เพื่อกรุยทางให้นักวิจัยรุ่นใหม่ ต่อยอดการวิจัยต่อไป สาเหตุที่นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ยังทำงานหนักกับโรคมะเร็ง เพราะความเชื่อที่ว่าสักวันหนึ่งโรคนี้จะรักษาได้ด้วยสมุนไพรวิเศษสักชนิดหนึ่ง นั้นเป็นตรรกะที่แทบเป็นไปไม่ได้ในโลกของพวกเรา

โดยเฉพาะตัวเองซึ่งได้รับทุนจากรัฐบาลประเทศไทย ก็มุ่งหวังเป็นอย่างสูงว่า การศึกษาวิจัยทางด้านโรคมะเร็งของตนและนักศึกษาทุนทุกคน จะสามารถค้นพบสิ่งใหม่ๆที่เป็นประโยชน์ต่อการรักษาเยียวยาโรคมะเร็ง และนำกลับมาประยุกต์ใช้กับงานวิจัยโรคมะเร็งในบ้านเราเมื่อศึกษาจบและกลับมาทำงานที่ประเทศไทย  แต่อุปสรรคที่บ้านเรายังพบเจอก็คือ ปัญหาด้านงบประมาณการศึกษาวิจัย

คำที่มักจะพูดกันบ่อยๆว่า ประเทศไทยขาดนักวิจัย โดยส่วนตัวค่อนข้างไม่เห็นด้วย เพราะบุคลากรด้านนี้ของบ้านเรามีไม่น้อย แต่ปัญหาอยู่ที่การจัดสรรเงินและการกำหนดแนวนโยบายมากกว่า เข้าใจว่าในเรื่องเงินทุนนั้นเราจะนำไปเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ได้ แต่ก็แค่อยากจะตั้งคำถามว่า หากเราให้ความสำคัญด้านการแพทย์โดยการให้งบประมาณที่มากขึ้น พร้อมๆไปกับการพัฒนาในด้านอื่นๆ รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนักวิจัยในระดับชาติและนานาชาติ น่าจะเป็นทางออกที่นักวิจัยชาวไทยทุกคนคาดหวังให้เกิดขึ้น และแน่นอนว่าจะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศมากขึ้นเช่นกัน”

ศุภวัชช์ ทองทิพย์

ฝากถึงเยาวชนรุ่นใหม่ๆ ที่อยากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์

เชื่อมั่นว่าหากเราเริ่มที่ตัวของเรา เปลี่ยนตัวเองให้ได้ก่อน ดีกว่ารอให้ใครมาเปลี่ยนระบบซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเกิดขึ้น สำหรับในการเรียนและการใช้ชีวิตประจำวัน ขอให้พยายามอยากรู้อยากเห็นให้มากๆ ตั้งคำถามว่าทำไม? กับสิ่งต่างๆ รอบตัว และต้องแสวงหาคำตอบมาให้ได้ อย่ากลัวที่จะแตกต่าง เพราะถ้าโลกนี้ไม่มีคำถาม สิ่งใหม่ๆก็จะเกิดขึ้นไม่ได้

รวมถึงอย่าตั้งกรอบความคิดและจินตนาการให้คับแคบ แต่ต้องคิดออกไปให้ทะลุกรอบ มองให้กว้างออกไป และต้องมีวินัยกับสิ่งที่ทำ เชื่อว่าคุณสมบัติเหล่านี้ไม่จำเป็นว่าจะต้องเหมาะกับผู้ที่อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่กับสายอาชีพใดๆ ก็สามารถนำแนวปฏิบัติแบบนี้ไปใช้กันได้” บุ๊ค กล่าวปิดท้ายกับพวกเรา ก่อนที่จะร่ำลากัน และเราขออวยพรให้กับความเก่งกาจ บวกความมานะอุตสาหะของเค้า ส่งผลให้ประสบผลสำเร็จตามที่หวังไว้

เรื่อง: สิริพงษ์ มุกดา  ภาพ: สิริสวรรค์ เหมทานนท์

Share:

Related Post

ร่วมแสดงความคิดเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.