Soi Dog ร้องขอให้ผู้ว่าราชการกระบี่ทบทวนกรณี “จัดการปัญหาสุนัขจรจัดกระบี่ด้วยการกักขัง”

Soi Dog ร้องขอให้ผู้ว่าราชการกระบี่ทบทวนกรณี “จัดการปัญหาสุนัขจรจัดกระบี่ด้วยการกักขัง”

วันที่ 22 มกราคม 2562 มูลนิธิเพื่อสุนัขในซอยร่วมกับมูลนิธิเพื่อสัตว์เกาะลันตา เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัดในจังหวัดกระบี่ กรณีที่มีสุนัขบริเวณริมหาดอ่าวเสี้ยว กัดนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นเด็กชายชาวอเมริกันอายุ 7 ขวบเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พ.ต.ท.ม.ล.กิติบดี ประวิตร เห็นชอบในที่ประชุมให้หาสถานที่สร้างที่อยู่ชั่วคราวสำหรับกวาดต้อนสุนัขจากแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดกระบี่

มูลนิธิเพื่อสุนัขในซอยร้องขอให้ผู้ว่าราชการกระบี่ทบทวนกรณี “จัดการปัญหาสุนัขจรจัดกระบี่ด้วยการกักขัง”

มูลนิธิเพื่อสุนัขในซอยร้องขอให้ผู้ว่าราชการกระบี่ทบทวนกรณี “จัดการปัญหาสุนัขจรจัดกระบี่ด้วยการกักขัง”
นายศักดาพล ทองจันทร์ ผู้จัดการฝ่ายชุมชนสัมพันธ์ของมูลนิธิให้ความเห็นเรื่องการจัดตั้งที่อยู่ชั่วคราวสำหรับสุนัขจรจัดว่า เป็นการใช้งบประมาณที่ไม่จำเป็นและต้องดูแลสุนัขไปตลอดอายุขัย ซึ่งค่าใช้จ่ายในการดูแลสุนัขแต่ละตัว ต้องมีทั้งค่าอาหาร ค่ายารักษา และต้องจัดหาสัตวแพทย์รวมถึงเจ้าหน้าที่ประจำในการดูแลอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ยั่งยืน

งบประมาณที่จะนำมาลงทุนในส่วนนี้สามารถนำไปจัดทำโครงการทำหมันและฉีดวัคซีนสุนัข ซึ่งจะสามารถลดปัญหาสุนัขจรจัดได้ในระยะยาว และมูลนิธิยินดีร่วมมือพร้อมยกตัวอย่างกรณีของจังหวัดภูเก็ตซึ่งสามารถลดจำนวนประชากรสัตว์จรจัดจากราวๆ 80,000 ตัว เหลือ 8,000 ตัวในระยะเวลา 16 ปีของการดำเนินงาน หรือเกาะลันตาที่ขณะนี้ก็เป็นเขตปลอดโรคพิษสุนัขบ้า ไม่พบการติดเชื้อมาหลายปีแล้ว เนื่องมาจากโครงการทำหมันและฉีดวัคซีน

มูลนิธิเห็นด้วยกับวิสัยทัศน์ของผู้ว่าฯ ว่าการมีสุนัขจรจัดในพื้นที่ท่องเที่ยวส่งผลต่อภาพลักษณ์ของเมืองกระบี่และทุกหน่วยงานทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในการจัดการ อย่างไรก็ตามประเทศไทยอยู่ในภูมิภาคเขตร้อน ภูมิอากาศและบริบทแวดล้อมเอื้อต่อการขยายพันธุ์ของสุนัขจรจัด จึงเป็นการยากที่จะกำจัดสุนัขเหล่านี้ให้หมดไปได้ การนำสุนัขไปกักขังก็จะมีสุนัขกลุ่มใหม่เข้ามาในพื้นที่อยู่ดี ดังนั้นการจัดการเพื่อควบคุมจำนวนประชากรที่เหมาะสมและทำให้สุนัขเหล่านี้มีสุขภาพที่ดีก็เป็นการเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของเมืองได้เช่นกัน

นางเฮเลน สัตวแพทย์ประจำมูลนิธิเพื่อสัตว์ลันตา เสนอการแก้ปัญหาการควบคุมปริมาณสุนัขว่า ควรให้มีการลงทะเบียนเมื่อมีคนนำสุนัขตัวใหม่เข้ามา เช่นเกาะลันตาที่ต้องการผลักดันให้มีมาตรการนี้ เพื่อที่จะได้เข้าไปทำหมัน ฉีดวัคซีนและตรวจร่างกาย และหากกรณีถ้าถูกทอดทิ้งจะสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าเป็นสุนัขของใคร ซึ่งเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน และสามารถนำไปปฏิบัติในพื้นที่อื่นๆได้

มูลนิธิทั้งสองเชื่อมั่นในการใช้ “ธรรมชาติคุมธรรมชาติ” โดยยกตัวอย่างกระบวนการ CNVR ซึ่งดำเนินการมากว่า 16 ปี ประกอบด้วย Catch คือการจับสัตว์มา Neuter คือการทำหมันเพื่อตัดวงจรการขยายพันธุ์ Vaccinate คือการฉีดวัคซีนเพื่อลดการแพร่ของโรคพิษสุนัขบ้า Return คือการนำสุนัขกลับไปไว้ถิ่นเดิม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากเนื่องจากธรรมชาติของสุนัขจะปกป้องถิ่นที่อยู่ของตน หากนำสุนัขฝูงเดิมออกไป ฝูงใหม่ก็จะเข้ามาแทนที่ซึ่งเป็นสุนัขที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนและทำหมัน สามารถขยายพันธุ์และสร้างฝูงที่ใหญ่กว่าเดิม จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่จบสิ้น

การนำสุนัขไปกักขังไว้ควรเป็นมาตรการรอง สำหรับสุนัขที่มีปัญหาด้านพฤติกรรม ที่ดุร้ายจริงๆและไม่สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ ดังนั้นการแก้ปัญหาอาจต้องทำควบคู่กันระหว่างการทำหมันฉีดวัคซีนซึ่งควรเป็นมาตรการหลัก และคัดกรองเฉพาะสุนัขที่มีปัญหาเท่านั้นที่จะถูกนำส่งไปยังศูนย์พักพิงที่มีแผนจะก่อสร้าง

Related Post

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.