ภูเก็ตจะน่าอยู่ยิ่งขึ้น เมื่อเติบโตแบบชาญฉลาด โดย ศิวพงศ์ ทองเจือ

ภูเก็ตจะน่าอยู่ยิ่งขึ้น เมื่อเติบโตแบบชาญฉลาด โดย ศิวพงศ์ ทองเจือ

ภูเก็ตจะน่าอยู่ยิ่งขึ้น เมื่อเติบโตแบบชาญฉลาด โดย “ศิวพงศ์ ทองเจือ”

10 หลักการออกแบบสำหรับชุมชนน่าอยู่” (10 Principle for Liveable Communities) ถูกเขียนขึ้นโดย สถาบันสถาปนิกอเมริกัน และถูกเผยแพร่ผ่านแวดวงวิชาการอย่างแพร่หลายในระดับนานาชาติ อาจารย์ศิวพงศ์ ทองเจือ นักวิชาการสถาปัตยกรรมผังเมือง อาจารย์ประจำเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.ราชภัฏภูเก็ต ได้นำหลักการดังกล่าวมาแปลเป็นบทความภาษาไทย เผยแพร่ผ่าน Blog และได้รับความสนใจจากผู้คนทั้งในวงการสถาปนิก ประชาชนทั่วไป ขานรับแนวคิดของชุมชนเมืองน่าอยู่ อันสอดคล้องกับนิยามการวางผังเมืองยุคใหม่ที่ว่า… ต้องเติบโตอย่างชาญฉลาด  (Smart Growth)

สำหรับจังหวัดภูเก็ต แม้จะเป็นเกาะขนาดเล็กที่มีพื้นที่ใช้สอยจำกัด ในขณะเดียวกันกลับมีอัตราการเจริญเติบโตของชุมชนเมืองที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ปริมาณที่มากขึ้นเช่นนี้ ได้มาพร้อมกับองค์ประกอบสนับสนุนที่ถูกทิศทาง และพร้อมจะผลักดันให้ภูเก็ตกลายเป็นเมืองน่าอยู่ได้จริงหรือไม่ ตามทัศนะของ อาจารย์ศิวพงศ์ ทองเจือ นักคิดผู้ได้รับการยอมรับด้านการออกแบบผังเมืองมากที่สุดคนหนึ่งของภูเก็ต จะมาเจาะลึกในเรื่องดังกล่าว โดยแยกประเด็นวิพากษ์ตาม 10 หัวข้อของหลักการทางกายภาพที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วในฝั่งตะวันตก ทั้งยังเหมาะกับการใช้เป็นเข็มทิศนำทางให้กับนักออกแบบที่กำลังดีไซน์ชุมชนต่างๆ ของภูเก็ต

ศิวพงศ์ ทองเจือ

1. การออกแบบภายใต้สัดส่วนของมนุษย์ (Design on A Human Scale)

ปัญหาของการออกแบบที่มักพบกันบ่อย คือ ไม่ค่อยคำนึงถึงความเชื่อมโยงกับพฤติกรรมของผู้ใช้งานจริง ในหลักสถาปัตยกรรมผังเมืองชุมชน ต้องใส่ใจกับทุกรายละเอียดปลีกย่อย เพราะพื้นที่ทุกตารางเมตรควรใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ขนาดทางเท้าที่คนสามารถเดินสวนกันได้ ขนาดช่องของทางรถยนต์ต้องพอเหมาะกับการจอดและสัญจร ทุกอย่างจะต้องสัมพันธ์กันหมด หรือในกรณีอาคารสูงระดับสิบชั้น มีผู้อาศัยจำนวนหลายพันคน แต่มีพื้นที่ใช้สอยจำกัด ก็ควรที่จะเพิ่มอาณาบริเวณพื้นที่ส่วนกลาง รวมถึงทางเท้าที่เชื่อมต่อกับชุมชน

2.  สิทธิในการเลือกหนทางเลี้ยงชีพ (Provide Choices)

การเลือกที่อยู่อาศัยตามจำนวนรายได้ หรือขนาดของครอบครัว เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะในปัจจุบันที่อยู่อาศัยบนทำเลดีๆ ใกล้ห้างสรรพสินค้า หรือใจกลางเมือง จะมีราคาสูง หลักการข้อนี้ค่อนข้างจะเป็นหลักคิดแบบอุดมคติว่า หากชุมชนเมืองจะสามารถจัดสรรพื้นที่ผสมผสาน รองรับผู้อยู่อาศัยที่มีอาชีพหลากหลาย มาอยู่ในละแวกไม่ห่างกันจนเกินไป มีที่อยู่อาศัยในราคาประหยัดถึงราคาปานกลางให้เลือกซื้อ สร้างสิทธิความเท่าเทียมให้กับคนในชุมชน ช่วยลดช่องว่างของชนชั้น
ถ้าลองมาดูที่ภูเก็ต ขณะนี้มีการย้ายที่อยู่อาศัยจากเขตเมืองสู่ชานเมือง โดยที่พื้นที่เหล่านั้นมีห้างสรรพสินค้ารองรับหลากหลาย และอสังหาริมทรัพย์ก็ยังโตอย่างต่อเนื่อง

3. การสนับสนุนและกระตุ้นการพัฒนาพื้นที่แบบผสมผสาน (Encourage Mixed Use Development)

หลักการในข้อนี้จะเชื่อมโยงกับข้อสอง คือ ให้มีที่อยู่อาศัย และออฟฟิศ อยู่ใกล้กัน มีร้านค้าปลีกห้างสรรพสินค้าตั้งอยู่ในระยะ 400-500 เมตร กับชุมชนเมือง เพื่อที่จะให้คนเดินโดยไม่ต้องใช้ยานพาหนะ ยกตัวอย่างเช่น ช่วงเวลาพักกลางวัน สมาชิกในชุมชนสามารถออกมาจากที่พัก ที่ทำงาน แล้วพบร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ เปิดให้บริการสองข้างทาง หรืออาจจะเดินเท้า ปั่นจักรยาน จากที่ทำงานกลับที่พักได้ในระยะที่ไม่ไกลเกินไป รวมถึงหากมีสวนสาธารณะในรัศมีของการเดิน จะช่วยลดการพึ่งพารถยนต์ ลดมลพิษ ส่งเสริมสุขภาพให้กับสมาชิกชุมชน หากแนวคิดนี้เกิดขึ้นได้ ความน่าอยู่จะมาจากการใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น และมีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ไม่สูญเสียเวลาไปกับการเดินทางไปมา และปัญหาจราจรติดขัด ซึ่งในส่วนนี้จังหวัดภูเก็ต บริเวณเมืองกะทู้  จะโดดเด่นมากตามหลักการข้อนี้

4. การปกปักรักษาศูนย์กลางชุมชนเมือง (Preserve Urban Centers)

เมื่อย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ใจกลางเมืองภูเก็ต ที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ มีนักท่องเที่ยว และคนในพื้นที่จับจ่ายใช้สอย คือโซนห้างโรบินสัน ตลาดเกษตร และโซนตลาดสด ดาวน์ทาวน์ ตามผังเมืองบริเวณเหล่านี้เป็นศูนย์กลางของเมือง มีความสำคัญในการขนส่งอาหาร แม้ว่าตอนนี้จะไม่คึกคักและมีการเปิดธุรกิจเพิ่มเติมในพื้นที่เช่นในอดีต แต่ก็ควรที่จะรักษาธุรกิจหลักๆ ไว้ เพราะหากปิดตัวไป จังหวัดภูเก็ตจะสุญเสียใจกลางเมืองสำคัญ ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นตามหลักการสร้างชุมชนน่าอยู่ เพราะประชาชนควรจะมีทางเลือกในการใช้ชีวิตมากขึ้น ไม่ใช่เท่าเดิม หรือน้อยลง ซึ่งเชื่อว่าพื้นที่เหล่านี้ยังคงมีความหวัง หากมีการลงทุนเพิ่มเติม หรือปรับปรุงของเดิมให้ทันสมัย เช่น เปิดตลาดนัด คอมมูนิตี้มอลล์ ให้เป็นแลนด์มาร์คที่น่าจดจำ อาทิ ไลม์ไลท์ อเวนิว ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ โดยผู้ประกอบการสามารถหาจุดเด่น จุดขายที่ดึงคนให้สนใจ และมีการวางแผนกลุ่มลูกค้าให้ชัดเจน น่าจะช่วยกระตุ้นให้กลับมาคึกคักได้อีก อีกพื้นที่ซึ่งอยากให้มีการเพิ่มศักยภาพให้สูงขึ้น คือ สวนสาธารณะสะพานหิน ซึ่งหากเพิ่มเติมแหล่งช้อปปิ้งหรือคอมมูนิตี้มอลล์ ก็จะยิ่งช่วยรักษาศูนย์กลางเมืองทั้งสามแห่งที่ตั้งอยู่ในละแวกใกล้เคียงกันให้เป็นที่นิยมไปอีกนาน

5. การมีระบบคมนาคมขนส่งหลากหลายทางเลือก (Vary Transportation Options)

ระบบขนส่งมวลชนสี่ประเภท คือ หนึ่ง ทางเท้า สอง เลนจักรยาน สาม ระบบขนส่งมวลชน และ สี่ รถยนต์ จังหวัดภูเก็ตให้ความสำคัญมากที่สุด คือ รถยนต์ รองลงมาจะเป็นขนส่งมวลชน เลนจักรยาน และทางเท้าแทบจะให้ความสำคัญน้อยที่สุด จึงกลับกันกับประเทศพัฒนาแล้ว ที่ลดการตัดถนนใหม่ ไม่มีการสร้างทางยกระดับเพิ่ม ตอนนี้ที่อเมริกาได้รื้อย้ายทางด่วนให้น้อยลง เพื่อปลูกเป็นพื้นที่ไร่นา ในเมืองจะใช้ระบบขนส่งมวลชนเป็นหลัก ส่วนเลนจักรยานอยากให้เป็นโครงข่ายเชื่อมโยงกันมากขึ้น ด้านทางเดินเท้าต้องขยายกว้างเพียงพอกับการใช้งาน ดังนั้น จึงมองว่าสิ่งที่เมืองกำลังให้ความสำคัญเรื่องการสร้างทางลอดเพิ่มขึ้น หรือตัดถนนเส้นใหม่เป็นเรื่องที่สนับสนุนระบบคมนาคมทางเลือกที่ดีระดับหนึ่ง แต่หากเพิ่มเติมในระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วยจะทำให้การจราจรมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น

6. การออกแบบสรรค์สร้างพื้นที่ว่างสาธารณะให้มีชีวิตชีวา (Build Vibrant Public Spaces)

สนับสนุนให้มีการสร้างแลนด์มาร์คเพิ่มขึ้นให้เป็นที่พูดถึง น่าจดจำ และสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มาเยือนต้องการที่จะเดินทางมาท่องเที่ยว ถ่ายรูป สำหรับภูเก็ต คนทั่วไปจะนึกถึงชายหาด กับแหลมพรหมเทพ แต่ตอนนี้ทางภูเก็ตได้ยกระดับเมืองเก่าภูเก็ตให้เป็นจุดที่ห้ามพลาดของผู้มาเยือน ส่งผลให้เกิดแลนด์มาร์คสำคัญใจกลางเมือง รวมถึงหอชมวิวเขารังแห่งใหม่ ซึ่งมีผู้สนใจมาเที่ยวมากขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว นั่นพิสูจน์ให้เห็นว่าจังหวัดภูเก็ตต้องการแลนด์มาร์คแห่งใหม่ เพื่อปลุกชีวิตชีวาให้กับพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนสามารถใช้สอยร่วมกันได้ และเกิดความภูมิใจในถิ่นฐานของตน นักท่องเที่ยวก็อยากที่จะกลับมาเยือนอีกครั้ง

7. การออกแบบสร้างสรรค์ละแวกชุมชนให้มีอัตลักษณ์ (Create A Neighborhood Identity)

ชุมชนแต่ละแห่งมีประวัติความเป็นมาที่แตกต่างกัน ตอนนี้ชุมชนต่างๆ ของภูเก็ต มีอัตลักษณ์ที่น่าสนใจ และสามารถศึกษาเทคนิคหรือวิธีการนำเสนอจากประเทศอื่นๆ เช่นที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ที่นั่นมีสถานีรถไฟฟ้าถูกออกแบบตกแต่งตามเอกลักษณ์ของเมืองนั้นๆ มีกำแพงเป็นลายกราฟฟิตี้ บ่งบอกถึงตัวตนของเมือง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ดีมาก สร้างความแตกต่างให้ผู้มาเยือน เกิดความประทับใจแรกเห็น คำว่าอัตลักษณ์ไม่ใช่เพียงเฉพาะบ้านเรือน แต่หมายรวมถึงการแต่งกาย หรือวิถีชีวิตของคนในชุมชนอีกด้วย ถ้าภูเก็ตสามารถทำให้แต่ละชุมชนมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น จะสร้างประโยชน์ให้ชาวบ้านได้อย่างมาก ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม เป็นประโยชน์ทั้งระบบ โดยเฉพาะเศรษฐกิจของชุมชน มีการเดินทาง การซื้อของที่ระลึก อาหาร ที่พัก เมื่อรายได้สะพัด คนในชุมชนก็เกิดความสุข เพราะอยู่ดี กินดี มีอาชีพมั่นคง

8. การพิทักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม (Protect Environmental Resources)

ข้อนี้เป็นความพยายามกระชับรูปทรงเมือง ไม่สร้างอาคารกระจัดกระจาย และเว้นการรุกล้ำเขตพื้นที่เกษตรกรรมตามแนวถนน จะเน้นสร้างสิ่งปลูกสร้างในขอบเขตของเมืองเท่านั้น เพราะจะช่วยประหยัดในเรื่องการขนส่งอาหารเข้าเมือง ลดระยะการเดินทางไปมา สิ่งแวดล้อมก็จะไม่โดนทำลาย จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการออกกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน และบังคับใช้อย่างเข้มงวด สำหรับองค์ประกอบนี้ต้องสนับสนุนการดำเนินนโยบายของภาครัฐ และความร่วมมือของภาคเอกชนกับประชาชน ที่จะต้องคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม เพื่อความยั่งยืนของชุมชน

9. การสงวนภูมิสถาปัตยกรรม (Conserve Landscapes)

การออกแบบพื้นที่ว่างสาธารณะที่สัมพันธ์กับธรรมชาติ เก็บรักษาบริเวณที่มีพื้นที่สวยงาม การสร้างแนวถนน ที่มีต้นไม้อยู่สองฝั่งข้างทาง สร้างความภูมิใจในเรื่องของมุมมอง ที่ภูเก็ตบริเวณทิวต้นสนตลอดสองข้างทางก่อนถึงสะพานสารสิน เป็นจุดที่องค์ประกอบครบถ้วนตามหลักผังเมืองติดผิวถนนเส้นหลัก นี้คือการรักษาภูมิทัศน์เอาไว้ให้เป็นจุดขาย เป็นเกตเวย์ที่น่ามอง การรักษาภูมิทัศน์ธรรมชาติดั้งเดิมมีส่วนสำคัญต่อคุณค่าเมือง ไม่ควรเปลี่ยนแปลงมากเกินไป หรือลบล้างภาพความทรงจำของคนในชุมชน แต่ควรเก็บไว้ให้สวยงาม และแต่งเติมให้ดูดีเป็นระเบียบยิ่งขึ้น

10. การออกแบบเพิ่มความน่าสนใจ และเป็นที่จดจำ (Design Matters)

การออกแบบสิ่งที่สำคัญและเป็นสัญลักษณ์ของเมือง เช่น สะพานสารสิน ยกระดับให้ดีว่าเดิมทั้งด้านการใช้สำหรับการจราจร และเป็นแลนด์มาร์ค เพราะช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ สร้างจุดเด่นให้กับเกาะภูเก็ต เพิ่มความน่าสนใจและให้ผู้มาเยือนรวมถึงคนในพื้นที่ใช้พื้นที่ตรงนั้นทำกิจกรรมต่างๆ จากเดิมที่เป็นเพียงทางสัญจรอย่างเดียว

ศิวพงศ์ ทองเจือ
อาจารย์ศิวพงศ์ ทิ้งท้ายความเห็นว่า “ชุมชนที่น่าอยู่ จะเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย และการออกแบบอย่างชาญฉลาด คือหัวใจสำคัญที่สุดของแนวคิดที่เล่ามา หลายสิ่งหลายอย่างที่เรากำลังทำอยู่อาจจะเหมาะสม เกิดผลลัพธ์ในเชิงบวก หรือผิดพลาด ขอให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน หรือประชาชน ศึกษาข้อมูลจากประเทศที่พัฒนาไปไกลแล้ว ในอดีตเมืองเหล่านั้นก็เคยลองผิดลองถูกมาก่อน กว่าที่จะมีชุมชนในฝันที่พลเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี การเติบโตจากการสร้างสรรค์ชุมชนเมืองต้องใช้เวลา และกระบวนการมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน ตามบริบทของท้องถิ่น เรามักจะอยากได้การท่องเที่ยวหรือเศรษฐกิจที่ยั่งยืน แต่ความจริงแล้วมองว่าความน่าอยู่ (Livable) ต้องเกิดขึ้นให้ได้ก่อน จากนั้นความยั่งยืน (Sustainable) จะตามมาแน่นอนครับ”

ติดต่อขอรับคำปรึกษาด้านการออกแบบผังเมืองชุมชน ได้ที่ สาขาวิชาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.ราชภัฏภูเก็ต โทร 076 240 474-7 ต่อ 4100 หรือพูดคุยโดยตรงกับ อาจารย์ศิวพงศ์ ทองเจือ ที่ www.facebook.com/siwaphong.thongjua.9

Related Post

โรงแรมในเครืออักษรา คอลเลคชั่น ร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลน ณ อ่าวมะขาม จังหวัดภูเก็ต

โรงแรมในเครืออักษรา คอลเลคชั่น ร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลน ณ อ่าวมะขาม จังหวัดภูเก็ต

วันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา โรงแรมในเครืออักษรา คอลเลคชั่น (โรงแรมเดอะซิส กะตะ โรงแรมกะตะ ซีบรีซ รีสอร์ท เเละโรงแรมภัทรเเมนชั่น)

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.