ผู้ประกอบการ กังวลการแจ้งเข้า ออกของเรือประมง

ผู้ประกอบการ กังวลการแจ้งเข้า ออกของเรือประมง

ผู้ประกอบการเรือประมงภูเก็ตเชื่อมาตรการแจ้งเข้า-ออกเรือทุกครั้งของกรมประมงส่งผลกระทบแน่นอน
ผู้ประกอบการเรือประมงภูเก็ตเชื่อมาตรการแจ้งเข้า-ออกเรือทุกครั้งของกรมประมงส่งผลกระทบแน่นอน

ตามที่กรมประมงจะจัดตั้งศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออกของเรือประมง (Port in – Port out) เพื่อรับแจ้งและตรวจสอบเรือประมงที่เข้าและออกจากท่าเทียบเรือเพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานเถื่อนการค้ามนุษย์เรื่องของแรงงานต่างด้าวประมงนั้น โดยจะตรวจสอบข้อมูลทะเบียนเรือที่เข้าและออกจากท่าเทียบเรือ ข้อมูลทะเบียนเรือ ใบอนุญาตทำการประมง แรงงานบนเรือประมง โดยกรมประมงได้กำหนดพื้นที่นำร่องการแจ้งเข้า-ออกของเรือประมง จำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สงขลา ระนอง ภูเก็ต ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 เมษายนนี้

จากกรณีดังกล่าวทางผู้สื่อข่างได้ลงสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการเดินเรือประมงในจังหวัดภูเก็ต พบว่าส่วนใหญ่เห็นด้วยกับมาตรการการแก้ไขปัญหาแรงงาผิดกฏหมายปราบปรามการค้ามนุษย์ของแรงงานประมงแต่ยังกังวลและไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่ให้มีการแจ้งเข้าออกของเรือเพื่อตรวจสอบทุกวันเพราะทำทำให้เกิดความล่าช้าในการทำงานเป็นอย่างมาก

นายอภิพันธ์ จตุภุช เจ้าของแพปลา ส.พรชัยนาวี จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเรือหาปลาที่เข้าออกวันต่อวัน ระบุว่า ตนเห็นด้วยกับมาตราการแจ้งเรือเข้า-ออกของภาครัฐเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องแรงงานทาส การค้ามนุษย์ สร้างภาพลักษณ์ให้กับประเทศไทยซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในขณะนี้แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการปฎิบัติที่จะต้องมีการแจ้งเข้า-ออกเรือทุกครั้งเพราะจะทำให้เสียเวลาล่าช้ากระทบต่อการออกเรือแน่นอนโดยเฉพาะในเรื่องของเวลาทั้งขาเข้า-ออกที่ต้องใช้เวลาเดินทางนานถึง 7 ชั่วโมงจึงอาจคลาดเคลื่อนไปติดช่วงเวลาน้ำขึ้นน้ำลงเดินทางไม่ได้เพราะต้องรอตรวจจากเจ้าหน้าที่ซึ่งการตรวจในลักษณะนี้แน่นอนว่าต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครั้งละครึ่งชั่วโมงหรือนานกว่านั้นเพราะจะล่าช้าในเรื่องของการตรวจเอกสารลูกเรือที่มีมากกว่า 30 คนต่อ 1 ลำและมีเรือหลายสิบลำที่ออกเรือวันต่อวันในช่วงเวลาเกียวกัน จึงอยากเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการเป็นแบบอื่น อาทิ สุ่มตรวจ 5 วันครั้งหรือ 10 วันครั้ง

สอดคล้องกับนายสุรสิทธิ์ ศรีพันธ์มาศ ผู้ประกอบการเรื่อประมงซึ่งออกหาปลาแบบวันต่อวันเช่นกัน เปิดเผยว่า เห็นด้วยกับการจัดระเบียบแรงงานเรื่องของการตรวจตราให้มีการทำถูกต้องตามกฎหมายของผู้ประกอบการประมงแต่มองว่าการให้แจ้งเข้า-ออกเรือทุกครั้งนั้นจะสร้างความซับซ้อนและยุ่งยากแก่ผู้ประกอบการแน่นอนโดยเฉพาะที่ภูเก็ตเองซึ่งมีเรือประมงเข้าออกหาปลาวันละประมาณ 60 ลำซึ่งต้องใช้ช่วงเวลาเดียวกันในการออกทะเลคือออกทะเลช่วงเย็นเข้าฝั่งช่วงเช้าเป็นเวลาที่เรือทุกลำต่างเร่งรีบแน่นอนว่าการตรวจสอบเรือ ตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียดนั้นทำให้เกิดอุปสรรคกระทบต่อผู้ประกอบการแน่ในเรื่องของเวลาเพราะหากวันไหนออกเรือไม่ทันผู้ประกอบการเองต้องแบกรับภาระในการดูแลลุกน้องเป็นจำนวนมาก ในส่วนนี้ตนยืนยันว่าพร้อมให้ความร่วมมือแต่อยากเสนอให้แยกประเภทของเรือในการตรวจสอบ เช่นเรือที่เข้า-ออกทุกวันให้มีการแจ้งเข้าออกเพียงอย่างเดียวส่วนเรื่องของเอกสารต่างๆนั้นอยากให้มีการสุ่มตรวจหรือแบ่งเป็น 3 -5 วันครั้ง ส่วนเรือที่ 5 วันเข้า-ออกครั้ง 10 วันเข้า-ออกครั้ง หรือ 1 เดือนเข้า-ออกครั้งเรือประเภทนี้มากกว่าที่เหมาะสมทั้งในส่วนของการแจ้งเข้า-ออกและตรวจเอกสารทุกครั้ง

ด้านนายสมเพียร ชโลธร หัวหน้าองค์การสะพานปลาจังหวัดภูเก็ตกล่าวว่าภูเก็ตมีผู้ประกอบการเรือประมงทั้งหมดกว่า 40 ราย ซึ่งมีเรือประมาณ 150 ลำและแรงงานที่ใช้ประมาณ 4500 คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวตนจึงได้เชิญผู้ประกอบการทั้งหมดมาร่วมหารือและชี้แจงเกี่ยวกับมาตรการการแจ้งเข้า-ออกเรือแล้วซึ่งทั้งหมดยินดีให้ความร่วมมือแต่ยังกังวลในเรื่องของเวลาที่จะคลาดเคลื่อนจนทำให้เรือไม่สามารถออกตามกำหนดได้ซึ่งในส่วนนี้ตนได้ชี้แจงไปแล้วว่าในจังหวัดนำร่องทั้ง 4 จังหวัดคือชุมพร ระนอง ภูเก็ตและสงขลานั้นจะมีการทดลองใช้วิธีนี้ 10 วันก่อนคือเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน นี้เป็นต้นไป หากเกิดปัญหาติดขัดใดๆที่ก่อให้เกิดความเสียหายจำนวนมากทางผู้ประกอบการก็สามารถเสนอไปยังผู้เกี่ยวข้องเพื่อให้ปรับเปลี่ยนแผนปฎิบัติงานต่อไป

[fbalbum url=https://www.facebook.com/media/set/?set=a.826332410775088.1073741894.136367659771570]

Related Post

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.