“วีรภัทร คันธะ” เมื่อคนไทยสร้างปรากฎการณ์ความสำเร็จในมาเลเซีย

“วีรภัทร คันธะ” เมื่อคนไทยสร้างปรากฎการณ์ความสำเร็จในมาเลเซีย

ประเทศมาเลเซีย เป็นประเทศหนึ่งที่ให้ความใส่ใจธุรกิจด้านไอทีและสตาร์ทอัพเป็นอย่างมาก ไม่แพ้สิงคโปร์ จนมีบริษัทสตาร์ทอัพหน้าใหม่จากทั่วโลก เดินทางมาเปิดสาขาที่ประเทศนี้อย่างมากมาย เพื่อเป็นศูนย์กลางดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซในภูมิภาค

หนึ่งในนั้นคือสตาร์ทอัพคูปองส่วนลดสินค้าชื่อดังจากประเทศเนเธอร์แลนด์ที่มีชื่อว่า Saleduck ได้เข้ามาเริ่มธุรกิจตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว และไม่ถึง 1 ปีถัดมา เว็บไซต์นี้ทะยานขึ้นสู่อันดับต้นๆของไทย และติดท็อป 4 เว็บคูปองในภูมิภาคอาเซียน

เบื้องหลังของความสำเร็จส่วนหนึ่งของการเจาะตลาดภูมิภาคที่ได้ชื่อว่ามีอัตราเติบโตเร็วที่สุดในโลก ไม่น่าเชื่อมาจากคนไทยคนหนึ่งเท่านั้น

อะไรเป็นปัจจัยความเร็จของความสำเร็จของสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ วันนี้เราได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณวีรภัทร คันธะ บรรณาธิการบริหาร และหัวหน้าทีมการตลาดเว็บไซต์ Saleduck ประเทศไทย

“วีรภัทร คันธะ” เมื่อคนไทยสร้างปรากฎการณ์ความสำเร็จในมาเลเซีย

แนะนำตัวด้านการศึกษา และการทำงาน

พูดตรงๆว่า ประวัติการศึกษาแอบยุ่งเหยิงซักนิดครับ ผมเรียนจบระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนปิยะจิตวิทยา ระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ส่วนมหาวิทยาลัยเคยศึกษาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ก่อนย้ายมาคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่มาเรียนจบเอาที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครับ

หลังเรียนจบก็ไปเป็นผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ ควบคู่ไปกับการช่วยน้องชายทำธุรกิจส่วนตัว พอผ่านไปซักระยะหนึ่งก็ได้มีโอกาสเดินทางไปทำงานให้กับบริษัทไอทีแห่งหนึ่งในประเทศมาเลเซีย และได้รับโอกาสจากทาง Saleduck ทาบทามมาทำงานในตำแหน่ง Country Management ซึ่งผมเป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวเลย มาบุกเบิกงานทุกอย่างเริ่มต้นจากศูนย์ โดยมีหน้าที่ทำอย่างไรก็ได้ที่จะทำให้เว็บไซต์ Saleduck เป็นที่รู้จัก ซึ่งบอกเลยว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก ซึ่งโชคดีที่ทีมงานเป็นฝรั่งคนรุ่นใหม่ ที่มีวัฒนธรรมเปิดกว้างกับการทดลองสิ่งใหม่ต่างๆ ทำให้สะดวกใจต่อทำงานมาก ขณะเดียวกันก็เป็นบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวที่ journey-list.com สำหรับแชร์ประสบการณ์เที่ยวแบบแหวกแนวที่ต่างๆทั่วโลกครับ

ความสำเร็จ

สำหรับ Saleduck เป็นเว็บไซต์ที่เผยแพร่คูปองส่วนลดต่างๆ โดยมีจุดหมายหลักเพื่อให้คนที่ชอบการซื้อสินค้าออนไลน์ได้ประหยัดเงินเพิ่มมากขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ ในขณะที่อีกด้านก็ทำหน้าที่เป็นเอเจนซี่ให้กับร้านค้าออนไลน์ต่างๆ

การเข้ามาทำตรงนี้ เราจำเป็นต้องวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยหลายต่อหลายอย่าง รวมทั้งต้องคาดการณ์ ประเมินพฤติกรรมการค้นหาสินค้าต่างๆผ่านGoogle ซึ่งยอมรับว่าเราทำงานหนักตรงนี้มากๆ โดยรูปแบบที่ทางยุโรปถูกส่งต่อมาให้ ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับประเทศไทย เรียกได้ว่าฉีกตำราตะวันตกทิ้งได้เลย

วิธีการทำงานของผมนำมาจาก แจ๊ค หม่า CEO ของอาลีบาบา ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซจากประเทศจีน คือการเข้าใจเอกลักษณ์และพฤติกรรมเฉพาะตัวของคนในประเทศก่อน ค่อยคิดวิธีการที่เหมาะสมและไปด้วยกันได้กับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตคนในประเทศ

เนื่องจากตลาดไทยมีความเป็นเอกลักษณ์ ไม่แพ้ประเทศจีน ผมต้องอธิบายหลายๆครั้งว่าทำไมต้องเลือกแบบนี้ โดยมองข้ามตำราและเทคนิคจากบริษัทแม่ ซึ่งต้องขอบคุณที่เค้าเชื่อใจผม และยอมให้ผมทำในสิ่งที่ตัวผมคาดการณ์ อย่างเช่น การมุ่งเน้นโปรโมท ตำรากระแสหลักมักมองไปที่ๆคนมีกำลังซื้อเยอะอย่างเมืองหลวง แต่ผมเลือกโปรโมทผ่านหัวเมืองใหญ่ๆตามภูมิภาค เช่นภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา ซึ่งคนมีกำลังซื้อระดับรอง แต่ความต้องการสินค้าออนไลน์มีมากกว่า เพราะไม่สามารถหาซื้อได้ในจังหวัดตัวเอง ต้องอาศัยการจัดส่งจากนอกพื้นที่เข้ามา สุดท้ายSaleduckประเทศไทย มีรายได้มากกว่าประเทศอื่นๆในอาเซียนรวมกัน และมียอดผู้เข้าชมต่อวันที่สูงกว่าอีกหลายประเทศฝั่งตะวันตกเสียอีก

ปัจจุบันเว็บSaleduck กลายเป็นชุมชนที่มีคนจำนวนมากระดับท็อป3ของประเทศ แวะเวียนเข้ามาค้นหาส่วนลดสินค้าต่างๆจากอีคอมเมิร์ซดังๆ อย่างLazada Zalora หรือแม้แต่Centralครับ

“วีรภัทร คันธะ” เมื่อคนไทยสร้างปรากฎการณ์ความสำเร็จในมาเลเซีย
“วีรภัทร คันธะ” เมื่อคนไทยสร้างปรากฎการณ์ความสำเร็จในมาเลเซีย

การศึกษาชี้วัดความสำเร็จ?

แม้ผมจะจบนิติศาสตร์ จากม.ธรรมศาสตร์ก็จริง แต่จะเห็นได้ว่าผมย้ายมหาวิทยาลัยมาสองครั้ง และท้ายที่สุดก็ไม่ได้นำความรู้กฎหมายมาใช้หากิน สิ่งที่ผมได้มาจากมหาวิทยาลัยต่างๆก็คือทักษะต่างๆ เช่น การเขียน การจัดเรียงระบบความคิด รวมไปถึงเรื่องเพื่อนๆและสังคมที่สนับสนุนต่อการเรียนรู้ด้วย

ดังนั้นผมจะไม่พูดว่าการศึกษาเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของชีวิต แต่อยู่ที่การรู้จักตัวเองว่ามีความถนัดหรือชื่นชอบเรื่องไหน เมื่อพบแล้วก็พร้อมพัฒนาสิ่งเหล่านั้น ต่อยอดไปสู่การทำงานได้

นอกจากนี้คือความพยายาม และไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา หลายคนอาจมักบ่นว่าตัวเองโชคร้าย หรือเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นที่ต้นทุนดีกว่า ก็ขอให้หยุดทันทีครับ เปลี่ยนใหม่มาตั้งเป้าหมายให้กับตัวเอง แข่งขันกับตัวเอง ว่าจะไปสู่จุดหมายที่วางไว้ได้หรือไม่ ถ้าทำได้ตามนี้ ผมว่าการศึกษาไม่เกี่ยวแล้วล่ะครับ อยู่ที่ความสามารถตัวเองล้วนๆ

ก้าวต่อไป

ถ้าเป็นไปได้อีกไม่ช้าก็อยากลองขยับไปทำงานในระดับบริหารครับ เอาจริงๆนอกจากการตลาด ผมชอบบริหารคนนะ คือผมมองเห็นทาเลนท์ในตัวคน แล้วรู้ว่าเค้าเหมาะสมที่จะทำอะไรแบบไหนที่จะปลุกศักยภาพและสามารถพัฒนาตัวเองได้ ตอนนี้ก็เริ่มจากธุรกิจเล็กๆอย่างการขายแว่นตาออนไลน์ทำควบคู่ไปพลางๆ เพื่อเรียนรู้ทักษะการทำธุรกิจ ที่ถ้าไม่ทำเองก็หาที่ไหนเรียนไม่ได้

นอกจากนี้ก็อยากเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ ด้วยการเป็นวิทยากรให้กับเยาวชน โดยเฉพาะนักเรียนระดับมัธยมและมหาวิทยาลัยที่กำลังสับสนในตัวเองอยู่ จะยินดีเป็นอย่างมาก ถ้าหน่วยงาน หรือโรงเรียนติดต่อมา ผมยินดีบรรยายให้ฟรีๆเลย ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับประเทศเลยนะ เพราะเชื่อว่าถ้าเยาวชนเหล่านี้เข้าใจและรู้จักตัวเอง เราจะได้บุคลากรที่มีคุณภาพมาประดับประเทศเพิ่มอีกมาก

 

Related Post

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.